เครื่องกรองน้ำ RO คืออะไร? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย และวิธีเลือกซื้อ

ความรู้เครื่องกรองน้ำ RO

เจาะลึกตามหลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล NSF/ANSI 58

เครื่องกรองน้ำ RO (Reverse Osmosis) คืออะไร? ดีจริงไหม เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียแบบไม่อวย ก่อนตัดสินใจซื้อ

สรุปครบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับระบบกรองน้ำ RO ตั้งแต่หลักการทำงานระดับ 0.0001 ไมครอน ความจริงเรื่องการไร้แร่ธาตุ น้ำทิ้ง และวิธีดูว่าบ้านของคุณเหมาะกับระบบนี้หรือไม่

1 เครื่องกรองน้ำ RO คืออะไร? ทำไมถึงได้ชื่อว่าสะอาดที่สุด

เครื่องกรองน้ำ RO ย่อมาจากคำว่า Reverse Osmosis (รีเวิร์ส ออสโมซิส) คือเทคโนโลยีการกรองน้ำที่ใช้แรงดันจากปั๊มน้ำ บีบอัดน้ำให้ไหลผ่านเยื่อเมมเบรน (Semipermeable Membrane) ที่มีความละเอียดสูงถึง 0.0001 ไมครอน

ตามธรรมชาติแล้ว กระบวนการ Osmosis น้ำจะไหลจากฝั่งที่เจือจางไปหาฝั่งที่เข้มข้นกว่า แต่ระบบ Reverse Osmosis (การออสโมซิสย้อนกลับ) จะใช้แรงดันฝืนธรรมชาติ ดันให้น้ำจากฝั่งที่มีสิ่งสกปรกเจือปนไหลผ่านรูพรุนขนาดจิ๋ว โดยที่ยอมให้เฉพาะโมเลกุลของน้ำ (H2O) เท่านั้นที่ผ่านไปได้ ส่วนสารพิษ โลหะหนัก เชื้อไวรัส และเกลือแร่ต่างๆ จะถูกสกัดกั้นและชะล้างออกไปพร้อมกับน้ำทิ้ง

เทียบขนาดความละเอียด: 0.0001 ไมครอน เล็กแค่ไหน?
เส้นผมมนุษย์ประมาณ 70 - 100 ไมครอน
 
เชื้อแบคทีเรีย (เช่น E. coli)ประมาณ 0.2 - 2 ไมครอน
 
เชื้อไวรัสประมาณ 0.02 - 0.1 ไมครอน
 
รูพรุนไส้กรอง RO Membrane (เล็กกว่าเส้นผม 500,000 เท่า)0.0001 ไมครอน
 

2 ผ่า 5 ขั้นตอนการทำงานของเครื่องกรองน้ำ RO มาตรฐาน

หลายคนเข้าใจว่าไส้กรอง RO ตัวเดียวทำหน้าที่ทั้งหมด แต่ในความจริง หากปล่อยให้น้ำประปาวิ่งชนไส้กรอง RO โดยตรง ไส้กรองจะตันและพังภายในไม่กี่วัน จึงต้องมี "ไส้กรองด่านหน้า" (Pre-filter) คอยช่วยกรองของใหญ่และคลอรีนออกก่อน ดังนี้ครับ:

ขั้นตอนที่ 1 : PP (Sediment)

ดักจับตะกอนหยาบ

ไส้กรองโพลีโพรพีลีน ความละเอียด 5 ไมครอน ทำหน้าที่ดักจับเศษสนิม ดิน ทราย ตะไคร่น้ำ และฝุ่นผงที่มากับท่อประปา

อายุใช้งาน: 3 - 6 เดือน
ขั้นตอนที่ 2 : Carbon (GAC/Block)

ดูดซับกลิ่น สี และคลอรีน

คาร์บอนกัมมันต์ช่วยดูดซับคลอรีน สารเคมีตกค้าง ยาฆ่าแมลง (สำคัญมาก เพราะคลอรีนมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อไส้กรอง RO ให้ทะลุได้)

อายุใช้งาน: 6 - 12 เดือน
ขั้นตอนที่ 3 : Resin หรือ CTO

ลดความกระด้าง / กรองซ้ำ

ดักจับหินปูน (แคลเซียมและแมกนีเซียม) หรือช่วยดักคลอรีนและสารอินทรีย์ซ้ำอีกครั้ง เพื่อถนอมไส้กรอง RO ให้ใช้งานได้นานขึ้น

อายุใช้งาน: 6 - 12 เดือน
ขั้นตอนที่ 4 : RO Membrane (หัวใจหลัก)

สกัดสารพิษระดับ 0.0001 ไมครอน

แยกโลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท สารหนู) เกลือโซเดียม สารเคมี ไวรัส และแบคทีเรียออกจากน้ำ พร้อมปล่อยน้ำล้างไส้กรองทิ้ง

อายุใช้งาน: 1.5 - 2 ปี
ขั้นตอนที่ 5 : Post Carbon

ปรับรสชาติน้ำให้ดื่มง่าย

ขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงแก้ว ช่วยกำจัดกลิ่นอับที่อาจเกิดขึ้นในถังเก็บน้ำแรงดัน และปรับสภาพน้ำให้มีความนุ่มนวล ชวนดื่ม

อายุใช้งาน: 12 เดือน

3 ข้อดี vs ข้อเสีย ของเครื่องกรองน้ำ RO (แบบตรงไปตรงมา)

ไม่มีเครื่องกรองน้ำระบบไหนที่สมบูรณ์แบบไปทุกด้าน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้คุ้มค่าที่สุด นี่คือข้อเท็จจริงที่คุณต้องพิจารณาก่อนติดตั้งครับ:

ข้อดี (ทำไมคนถึงนิยมใช้)

  • +สะอาดและปลอดภัยสูงสุด: กรองสารละลายรวมในน้ำ (TDS) ออกได้ถึง 90-99% ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล NSF/ANSI 58
  • +กำจัดโลหะหนักและสารก่อมะเร็ง: ดักจับตะกั่วจากท่อเก่า สารหนู ปรอท ฟลูออไรด์ ไนเตรท และไมโครพลาสติกได้อย่างเด็ดขาด
  • +เอาชนะปัญหาน้ำประปาเค็มและน้ำกร่อย: เป็นระบบเดียวในบ้านที่กรอง "เกลือโซเดียม" ออกได้ น้ำที่ได้จะจืดสนิท ชงกาแฟหรือทำอาหารรสชาติไม่เพี้ยน
  • +หมดปัญหาคราบหินปูนขาว: เมื่อนำน้ำ RO ไปต้มในกาต้มน้ำ หรือใส่เครื่องชงกาแฟ จะไม่เกิดตะกรันหินปูนเกาะตัวทำความร้อน
  • +ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเฉพาะทาง: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องที่แพทย์สั่งให้จำกัดปริมาณแร่ธาตุและเชื้อโรคในน้ำ

ข้อจำกัด (สิ่งที่ต้องรู้ก่อนซื้อ)

  • -ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงาน: เนื่องจากไส้กรองละเอียดมาก น้ำจึงไหลผ่านเองไม่ได้ ต้องใช้ปั๊มแรงดันสูงช่วยดัน (หากไฟดับ จะกดน้ำได้เฉพาะที่สำรองไว้ในถังเก็บ)
  • -มีน้ำทิ้ง (Reject Water): ทุกครั้งที่กรองจะมีน้ำส่วนหนึ่งถูกปล่อยทิ้งเพื่อชะล้างหน้าไส้กรอง (รุ่นเก่าทิ้งน้ำประมาณ 1:2 ถึง 1:3 ส่วน แต่รุ่นใหม่พัฒนาให้ประหยัดน้ำขึ้นเป็น 1:1 หรือดีกว่า)
  • -กรองแร่ธาตุออกไปพร้อมสิ่งสกปรก: ไส้กรองแยกไม่ออกระหว่างโลหะหนักกับแร่ธาตุที่มีประโยชน์ จึงสกัดออกทั้งหมด (แก้ไขได้ด้วยการติดไส้กรอง Mineral หรือ Alkaline เพิ่มในขั้นตอนสุดท้าย)
  • -อัตราการกรองช้ากว่าแบบผ่านตรง: จึงมักต้องมีถังแรงดันเก็บน้ำสำรองไว้ หรือหากเป็นรุ่นไร้ถัง (Tankless) ก็จะต้องใช้ไส้กรองขนาดใหญ่ขึ้น (เช่น 400-800 GPD)

4 เทียบหมัดต่อหมัด: RO vs UF vs Nano ระบบไหนตอบโจทย์คุณ?

หากคุณยังลังเลระหว่าง 3 ระบบยอดฮิตในท้องตลาด ตารางเปรียบเทียบตามหลักวิศวกรรมน้ำด้านล่างนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนทันทีครับ:

คุณสมบัติระบบ RO (Reverse Osmosis)ระบบ Nano (Nanofiltration)ระบบ UF (Ultrafiltration)
ความละเอียดในการกรอง0.0001 ไมครอน (สูงสุด)0.001 ไมครอน0.01 ไมครอน
กรองแบคทีเรียและไวรัสกรองได้ ทั้งคู่ 99.99%กรองได้ ทั้งคู่บางส่วน ไวรัสบางชนิดผ่านได้
กรองโลหะหนักและสารเคมีกรองได้เด็ดขาดกรองได้ส่วนใหญ่กรองไม่ได้ (ต้องพึ่งคาร์บอน)
ลดค่า TDS / แก้น้ำเค็ม-น้ำกร่อยทำได้ (น้ำจืดสนิท)ลดได้บางส่วน (แก้เค็มจัดไม่ได้)ไม่ลดค่า TDS (เค็มเหมือนเดิม)
แร่ธาตุในน้ำหลังกรองแทบไม่เหลือ (บริสุทธิ์สูง)หลงเหลือบางส่วนคงเหลือแร่ธาตุครบ
การใช้ไฟฟ้าและน้ำทิ้งใช้ไฟฟ้า + มีน้ำทิ้งบางรุ่นใช้ไฟ / บางรุ่นไม่ใช้ไม่ใช้ไฟฟ้า + ไม่มีน้ำทิ้ง

5 ไขความจริงตามหลักการแพทย์: ดื่มน้ำ RO แล้วขาดแร่ธาตุ-กระดูกพรุนจริงไหม?

นี่คือคำถามที่มีการแชร์ข้อมูลผิดๆ ในอินเทอร์เน็ตบ่อยที่สุด เรามาดูข้อเท็จจริงทางโภชนาการและวิทยาศาสตร์กันครับ:

ความเชื่อที่แชร์กันผิดๆ

"น้ำ RO บริสุทธิ์เกินไป ไม่มีแร่ธาตุ ถ้าดื่มทุกวันน้ำจะไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้กระดูกพรุนและร่างกายขาดสารอาหาร"


ความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริงครับ ร่างกายมนุษย์ได้รับแร่ธาตุ (เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม) จาก "อาหารที่รับประทาน" มากกว่า 95-99% การดื่มนมเพียง 1 แก้ว หรือกินผักใบเขียวเพียงไม่กี่คำ ก็ให้แคลเซียมมากกว่าการดื่มน้ำประปาหรือน้ำแร่หลายสิบลิตรแล้ว นอกจากนี้ ร่างกายมีระบบรักษาสมดุล (Homeostasis) ที่ควบคุมโดยไต น้ำดื่มสะอาดไม่สามารถไป "ละลายหรือดึง" แคลเซียมออกจากกระดูกได้เองตามที่ลือกันครับ

ความเชื่อที่แชร์กันผิดๆ

"น้ำทิ้งจากเครื่องกรองน้ำ RO สกปรกและอันตรายมาก ห้ามนำไปใช้เด็ดขาด"


ความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ น้ำทิ้งจากระบบ RO ผ่านการกรองตะกอนและคลอรีนในขั้นตอนที่ 1-3 มาแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นน้ำที่มีความเข้มข้นของเกลือแร่และหินปูนสูงขึ้นเล็กน้อยจากการชะล้างหน้าไส้กรองเมมเบรน จึงสะอาดไม่มีคลอรีน สามารถต่อสายยางเก็บใส่ถังเพื่อนำไป รดน้ำต้นไม้ ล้างพื้น ล้างรถ หรือซักผ้า ได้อย่างปลอดภัยและช่วยประหยัดค่าน้ำได้อีกด้วย

6 สรุปฟันธง: บ้านของคุณควรติดเครื่องกรองน้ำ RO หรือไม่?

เพื่อไม่ให้คุณต้องเสียเงินเกินความจำเป็น หรือซื้อผิดสเปก ลองเช็กจากสภาพน้ำและลักษณะการใช้งานจริงของคุณดังนี้ครับ:

คุณ "ควรใช้" เครื่องกรองน้ำ RO ทันที หาก...

  • อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหา น้ำประปาเค็ม น้ำกร่อย เป็นประจำหรือตามฤดูกาล (เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร หรือพื้นที่ใกล้แม่น้ำสายหลัก)
  • ใช้น้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำประปาหมู่บ้านที่มีค่าความกระด้างสูง มีคราบหินปูนเกาะสุขภัณฑ์และกาต้มน้ำ
  • บ้านอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม หรืออาคารเก่าที่ท่อประปาอายุหลายสิบปี (เสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมี)
  • ในบ้านมีเด็กทารก (ใช้น้ำชงนม) ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องการน้ำดื่มที่ปลอดเชื้อและควบคุมปริมาณแร่ธาตุได้ 100%
  • ทำธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือร้านอาหาร ที่ต้องการรสชาติน้ำที่เป็นกลางที่สุด และช่วยถนอมหม้อต้มเครื่องชงกาแฟราคาแพงไม่ให้ตันจากตะกรัน

คุณอาจใช้เพียงระบบ UF หรือ Nano ก็เพียงพอ หาก...

  • น้ำประปาที่บ้านเป็นน้ำประปามาตรฐานที่ไหลแรง ไม่มีรสกร่อย ไม่มีหินปูน และท่อภายในบ้านยังใหม่อยู่
  • จุดที่ต้องการติดตั้งไม่มีปลั๊กไฟ และไม่สามารถเดินท่อน้ำทิ้งลงซิงค์ล้างจานได้

? คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำ RO

1. วัดคุณภาพน้ำ RO อย่างไรว่าไส้กรองยังดีอยู่หรือถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว? +
สามารถใช้ปากกาวัดค่าสารละลายในน้ำ (TDS Meter) ราคาหลักร้อยบาทจุ่มวัดได้เลยครับ น้ำประปาทั่วไปจะมีค่า TDS อยู่ที่ประมาณ 100 - 300 ppm แต่เมื่อผ่านเครื่องกรองน้ำ RO ที่สมบูรณ์ ค่า TDS ควรลดลงเหลือเพียง 5 - 25 ppm (ลดลงมากกว่า 90%) หากวันไหนวัดได้เกิน 40-50 ppm หรือน้ำเริ่มไหลช้าลงมาก แปลว่าถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรอง RO Membrane แล้วครับ
2. ถ้าอยากได้ความสะอาดระดับ RO แต่อยากได้แร่ธาตุในน้ำด้วย ทำอย่างไรได้บ้าง? +
ทำได้ง่ายมากครับ ปัจจุบันสามารถเพิ่มไส้กรองขั้นตอนที่ 6 ที่เรียกว่า Mineral Filter (ไส้กรองน้ำแร่) หรือ Alkaline Filter (ไส้กรองน้ำด่าง) ต่อท้ายหลังจากที่น้ำผ่านไส้กรอง RO ไปแล้ว วิธีนี้จะทำให้คุณได้น้ำที่ถูกกำจัดสารพิษและโลหะหนักออกไปจนหมดจดก่อน แล้วค่อยเติมแร่ธาตุที่สะอาดและปลอดภัยกลับเข้าไปในขั้นตอนสุดท้าย
3. เครื่องกรองน้ำ RO กินไฟเยอะไหม? +
กินไฟน้อยมากครับ ปั๊มแรงดันของเครื่องกรองน้ำ RO ในบ้านทั่วไปใช้ไฟกระแสตรง (DC 24V) กินกำลังไฟเพียงประมาณ 25 - 36 วัตต์ (พอๆ กับพัดลมตั้งพื้น 1 ตัว) และปั๊มจะทำงานเฉพาะตอนที่เรากดน้ำไปใช้จนน้ำในถังลดลงเท่านั้น เฉลี่ยแล้วคิดเป็นค่าไฟเพียงเดือนละไม่ถึง 10 - 20 บาทครับ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้